“ผมคิดว่าอัลบั้มคือส่วนหนึ่งของแม่น้ำที่ถูกกักเก็บไว้ ณ ช่วงเวลาหนึ่งของยุคสมัย เป็นกลุ่มของใบไม้ที่ลอยคว้างอยู่บนนั้น และเป็นไดอารีที่คอยบันทึกจุดยืนในปัจจุบันของพวกเราในฐานะนักดนตรีครับ” n-buna จากวง Yorushika กล่าวถึงอัลบั้ม “Second Person” ที่เว้นช่วงไปนานกว่า 3 ปีกับ Apple Music
วง Yorushika ที่เคยนำเสนอคอนเซปต์อันเป็นเอกลักษณ์และปล่อยผลงานที่มีความเป็นเรื่องราวสูงในทุกอัลบั้ม ในครั้งนี้ก็ได้นำเสนอไอเดียที่แปลกใหม่ออกมาเช่นกัน “จากความต้องการที่อยากจะสร้างบางสิ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังแอบเปิดอ่านจดหมายโต้ตอบส่วนตัวอยู่ ผมจึงได้เริ่มต้นเขียนผลงานวรรณกรรมรูปแบบจดหมายโต้ตอบขึ้นมา ซึ่งประกอบไปด้วยซองจดหมายทั้งหมด 32 ซองครับ มันเป็นผลงานที่มีโครงสร้างเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้แอบมองการรับส่งจดหมายของมนุษย์คู่หนึ่ง”
ผลงานดนตรีในครั้งนี้ที่มีต้นธารมาจากผลงานวรรณกรรมชิ้นดังกล่าว จึงเริ่มต้นขึ้นด้วยเพลงบรรเลงที่พรรณนาถึงฉากที่คนคนหนึ่งกำลังเปิดตู้ไปรษณีย์และตัดเปิดซองจดหมาย “เมื่อเปิดซองจดหมายดู ข้างในจะพบกับจดหมายของเด็กหนุ่มที่ขอร้องให้ช่วยตรวจทานบทกวีส่งถึงบุคคลที่เขาเรียกว่า ‘คุณครู’ พร้อมทั้งบทกวีที่เขาเขียนขึ้นในชีวิตประจำวันครับ ภาพรวมทั้งหมดของอัลบั้มนี้ก็คือการที่บทกวีซึ่งเด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของจดหมายเขียนขึ้น ได้ถูกแปรเปลี่ยนให้กลายมาเป็นดนตรีครับ” เด็กหนุ่มได้พายเรือมุ่งหน้าออกสู่ทะเลแห่งถ้อยคำภายใต้การนำทางของคุณครู การเดินทางครั้งนั้นช่างยาวไกลไร้จุดสิ้นสุด ท่ามกลางความสั่นไหวในใจ ความโดดเดี่ยวอันท่วมท้น และทัศนียภาพมากมายที่ผ่านพบ
แม้ว่าบทเพลง 9 เพลงจากทั้งหมด 22 เพลงจะเป็นเพลงประกอบสื่อ แต่ทว่าทุกเพลงกลับหลอมรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกับอัลบั้ม ราวกับถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนี้ตั้งแต่แรก ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอันสมบูรณ์แบบนี้ไม่อาจจัดวางโครงสร้างด้วยเพียงแค่ความสามารถในการจัดวางองค์ประกอบดนตรีเท่านั้น แต่ชวนให้รู้สึกว่าวงนี้มีพลังอันลึกลับของดนตรีที่ยากจะหาถ้อยคำใดมาอธิบายคอยสถิตอยู่ และเป็นสิ่งนำพาให้ผลงานชุดนี้ก้าวไปสู่รูปลักษณ์ที่มันควรจะเป็น “ผมคิดว่าประวัติศาสตร์ของ Yorushika คือสิ่งเดียวกับประวัติศาสตร์แห่งกรูฟของวง Yorushika ของพวกเรา ซึ่งเกิดจากการบันทึกเสียงร่วมกับกลุ่มนักดนตรีชุดเดิมมาโดยตลอดโดยไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่วันแรกครับ ผมรู้สึกว่าเหตุผลส่วนใหญ่ที่พวกเรายังคงยึดติดกับการบันทึกเสียงด้วยเครื่องดนตรีจริงก็อยู่ตรงนั้นเองครับ” จากนี้ไป ขอเชิญพบกับบทอธิบายเจาะลึกแบบรายเพลงจากผม n-buna ผู้มองเห็นเส้นทางแห่งการสร้างสรรค์ด้วยทัศนวิสัยอันเที่ยงตรงกันได้เลยครับ
Early morning, mailbox
สำหรับการบันทึกเสียงท่าทางตั้งแต่การหยิบจดหมายออกจากตู้ไปรษณีย์ ไปจนถึงตอนใช้กรรไกรตัดซองจดหมายในห้องนั่งเล่น ผมได้นำเสียงเครื่องดนตรีที่มีอยู่ในห้องทำงานของตัวเองมาซ้อนทับกันทีละชิ้นในลักษณะของคอลลาจครับ โครงสร้างเพลงจะเป็นการบอกใบ้ถึงโทนเสียงและเมโลดี้ที่จะถูกใช้ในเพลงต่อ ๆ ไปล่วงหน้าครับ
Become a Cloud
เป็นเพลงจังหวะขัดที่มีไทม์ซิกเนเจอร์ 6/8 แทรกเข้ามาใน 7/8 ครับ เป็นการทดลองส่วนผสมระหว่างทางคอร์ดแจ๊สที่มีความหม่น ๆ หน่อย เข้ากับเจมเบ (เครื่องดนตรีพื้นเมืองแอฟริกา) และจังหวะขัดสไตล์โพสต์ร็อก จากนั้นก็ลองใส่เมโลดี้ที่มีริทึมพยางค์เสียงแบบ J-Pop ดูว่าจะเป็นยังไง ในส่วนของโวคอลนั้น ร้องไกด์ที่อัดไว้ตอนที่ suis เป็นหวัดถูกนำมาใช้ในเดโม ทว่ามันกลับเป็นสิ่งบันทึกเสียงที่มีความหยาบกระด้างแต่กลับให้บรรยากาศที่เปี่ยมเสน่ห์อย่างน่าประหลาด ในท้ายที่สุดพวกเราจึงตัดสินใจเลือกใช้ร้องไกด์นั้นเป็นเวอร์ชันมาสเตอร์จริงเลยครับ
The flowers are also noisy
เป็นเพลงที่ผมลองผิดลองถูกอย่างหนักเพื่อจะถ่ายทอดบรรยากาศของ J-Pop ยุค 1980s ออกมาด้วยซาวด์ดนตรียุคปัจจุบันครับ ช่วงนั้นผมฟังอัลบั้มระดับมาสเตอร์พีซอย่าง “midnight cruisin'” ของ Hamada Kingo เพื่อใช้เป็นรีเฟอเรนซ์บ่อยมากครับ
Devilishness
การออกแบบซาวด์ที่ดึงเอาบรรยากาศของฟังก์และดิสโกมารวมกันไว้ครับ เริ่มสร้างเพลงนี้มาจากไลน์เครื่องเป่าที่เล่นซ้ำไปซ้ำมา ตอนที่ผมเขียนเพลงนี้ผมฟังเพลงของวง The Gap Band, Shalamar แล้วก็ Chic บ่อยมาก หัวใจสำคัญของการบันทึกเสียงกีตาร์ไฟฟ้าในอัลบั้มนี้คือการต่อสายตรงเข้า DI รุ่น OLLA ของ Pueblo Audio เสียงที่ได้จะมีความดิบ แข็งกระด้าง เพราะไม่ผ่านแอมป์ ซึ่งกลายมาเป็นหนึ่งในซาวด์หลักที่คุมเอกลักษณ์และทิศทางของอัลบั้มนี้ครับ
Play Sick
เป็นเพลงที่ใช้ไลน์เครื่องเป่าในอารมณ์เนือย ๆ หน่อยครับ ตอนบันทึกเสียงอินโทรผมใช้พิตช์ชิฟเตอร์กับทรัมเป็ตเพื่อเพิ่มเลเยอร์เสียงที่สูงขึ้นไป 1 ออกเทฟ ท่อนกีตาร์โซโล่ก็ใช้พิตช์ชิฟเตอร์รุ่น POG2 แปลงเสียงให้สูงขึ้น 1 ออกเทฟแล้วเล่นแบบแอดลิบด้นสดเอาครับ ส่วนเสียงผู้ชายในท่อนอินโทรคือเสียงผมตอนไมค์เทสต์ที่หยิบมาใช้ตรง ๆ เลยครับ
Post spring
ผมตั้งใจบันทึกเสียงกลองให้ออกมาดิบและดุดันในห้องที่ซับเสียงจนแห้งครับ มีความบิดเบี้ยวตรงที่จงใจให้เฉพาะกลองเท่านั้นที่เปลี่ยนจังหวะเหลื่อมออกจากจังหวะหลัก ถ้าเปรียบโพสต์โมเดิร์นเป็นฤดูใบไม้ผลิแห่งวรรณกรรม โลกยุคนี้ก็คือโพสต์-โพสต์โมเดิร์น ซึ่งก็คือ “หลังฤดูใบไม้ผลิ” (Post Spring) นั่นเองครับ
Sun
ผมเริ่มจากการเขียนเนื้อร้องที่อุปมาดวงตะวันเป็นผีเสื้อครับ พาร์ทสตริงส์ใช้วิธีบันทึกเสียงวงควอเตตซ้อนทับกันหลาย ๆ เลเยอร์ พอดีผมชอบรวมบทกวี “Chou wo yume mu” ของ Hagiwara Sakutaro มาก เลยวางมันไว้บนชั้นหนังสือตรงที่หยิบง่ายที่สุดตลอดเวลาครับ
Sunny
เฟรสกีตาร์ในท่อนอินโทรใช้เสียงฮาร์ฟโทนจาก Stratocaster บันทึกเสียงผ่านตู้แอมป์ Fender รุ่นวินเทจครับ ทุกอย่างที่ผมปูมาตั้งแต่ต้นเพลง ทั้งหมดก็เพื่อสร้างท่อนที่แบ็กกิงดนตรีทุกชิ้นจะหยุดเงียบลงพร้อมกันตรงท่อนร้องสุดท้ายครับ
Forget it
ผมใช้ริทึมแพทเทิร์นแนวสตัมป์แอนณ์แคลปแบบมินิมัลที่ให้ความรู้สึกเหงาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้ววางไลน์แมนโดลินทับลงไปครับ ผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากกวีนิพนธ์ในรวมเล่ม “Kiri no hana” ของ Kitahara Hakushu ซึ่งเป็นเล่มโปรดของผมครับ
Shura
ซาวด์เพลงนี้มีการผสมผสานกลิ่นอายของฟังก์และโซลในสไตล์มินิมัลครับ มีการใช้เทคนิคบริดจ์มิวต์กับกีตาร์แล้วเปิดรีเวิร์บลึก ๆ เพื่อให้ได้เสียงที่ดูล่องลอย โดยผมหยิบเอาวรรณกรรม “Haru to Shura” ของ Miyazawa Kenji มาใช้เป็นวัตถุดิบหลักโดยตรงครับ
Martian
นี่ก็เป็นซาวด์ฟังก์สไตล์มินิมัลอีกเพลงครับ กีตาร์หลักที่ผมใช้เป็น Mosrite ตัวเก่า และเป็นเพลงที่ผมจำได้ดีว่าทุ่มเททำอนิเมชันในมิวสิกวิดีโออย่างสุดความสามารถเลยครับ
Rubato
แต่งขึ้นโดยจินตนาการถึงภาพผู้หญิงกำลังเต้นรำครับ ท่อนโซโล่คั่นกลางผมปล่อยให้ Terakubo Reiya ที่มาเป่าทรัมเป็ตให้ในอัลบั้มนี้เล่นแอดลิบด้นสดได้ตามใจชอบเลยครับ
Cremation
เป็นการจับคู่ระหว่างริทึมสไตล์คิวบันกับบอสซาโนวา แล้วใส่เมโลดี้พยางค์เสียงสไตล์ญี่ปุ่นลงไป ได้ไลน์เปอร์กัสชันที่คุณ Suzuki Yoshiro อัดซ้อนกันหลายเลเยอร์มาช่วยสร้างกรูฟที่มีสำเนียงเฉพาะตัวขึ้นมาครับ
Aporia
เพลงที่ผมเปรียบเปรยความอยากรู้อยากเห็นที่ไร้ขีดจำกัดเหมือนบอลลูนที่ลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ขับเคลื่อนด้วยริทึมที่สลับไปมาระหว่างไทม์ซิกเนเจอร์ 7/8 และ 8/8 ส่วนท่อนคอรัสมีการอัดแมนโดลินแยกซ้ายขวาเพื่อเพิ่มมิติความกว้างของเสียงครับ
Snake
ผมเขียนเนื้อร้องโดยอ้างอิงหลักฐานมาจากบทกวีของ Yuan Zhen ที่ว่า “ผ่านพบทะเลมา ไม่นำพากับสายธาร มิใช่เมฆบนอูซาน อย่ามาหาญเรียกเมฆา” (คำแปลจากนิยายสวรรค์ประทานพรเล่มแปลไทย) จินตนาการถึงภาพตัวเองที่เป็นดั่งงูเลื้อยออกมาจากใต้ผืนดินหลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวอันยาวนานครับ
Groan
ผมจินตนาการถึงเสียงครวญครางพึมพำแผ่วเบาในลำคอครับ
Woodpecker
ผมใช้วิธีให้คน 4 คน (กีตาร์โปร่ง, อัปไรต์เปียโน, เปอร์กัสชัน, โวคอล) นั่งล้อมวงรอบไมโครโฟน แล้วเอาเฟิร์สเทคตอนกำลังไมค์เช็กมาใช้ตรง ๆ เลยครับ ผมอยากให้คนฟังรู้สึกถึงความสดและความเรียลเหมือนกำลังนั่งคุยกันอยู่จริง ๆ ครับ
Hitchcock (Re-Recording)
นำเพลงเก่าในอดีตมาอัดเสียงใหม่ครับ จะบอกว่าอัลบั้มนี้เริ่มต้นมาจากเพลงนี้เลยก็ว่าได้ หรือจะบอกว่ามันคือเพลงที่ถูกแต่งไว้ล่วงหน้าเพื่อรอวันที่จะสร้างคอนเซปต์อัลบั้มนี้ขึ้นมาในอนาคตก็ได้เหมือนกัน ซาวด์ดนตรีปรับให้เป็นเสียงในแบบที่พวกเราในปัจจุบันอยากบรรเลงออกมาครับ
Moonbath
เนื้อเพลงที่เปรียบเทียบการใช้ชีวิตผ่านวันเวลาว่าเป็นการอาบแสงจันทร์ โดยมีธีมหลักคือตัวเราที่กลายเป็นปลาแหวกว่ายอยู่ในแสงจันทร์นั้นครับ
Plover
ผมหยิบเอาท่อน "สายลมร้องเรียกอยู่เบื้องนอก" จากบทกวีของ Miyazawa Kenji ที่ผมชอบมาเป็นแรงบันดาลใจ แล้วจัดวางไลน์เครื่องเป่าที่พุ่งทะยานตัดกับเสียงคัตติ้งกีตาร์ถี่ ๆ ครับ
Paddle
เสียงกีตาร์โปร่งตั้งแต่อินโทรอัดในห้องทำงานของผมเอง จำได้ว่าตั้งไมโครโฟน AKG C12 ไว้แค่ตัวเดียวแล้วบันทึกเสียงด้วยกีตาร์ Martin ครับ เนื่องจากแก่นหลักอย่างหนึ่งของอัลบั้มนี้คือ “ความโกรธแค้น” และผมอยากตอบคำถามนั้นผ่านเสียงเพลง การเขียนเพลงนี้เป็นแทร็กปิดท้ายจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ และนี่เป็นเพลงดนตรีที่ไม่มีการหยิบยืมอ้างอิงคำพูดของใครเลยครับ
To the sea
ผมถือกีตาร์โปร่งเล่นตัวเปล่าบันทึกเสียงแบบเป็นธรรมชาติที่สุดในบ้านตัวเองครับ จินตนาการถึงทะเลแห่งผืนทรายพลางเกาสายกีตาร์เป็นอาร์เพจโจด้วยเทมโปความเร็วตามใจชอบ แล้วเลือกเทคที่ผมพึงพอใจมาใส่ไว้ตรง ๆ เลยครับ
ที่มา: Apple Music