六月の梅雨晴れが少し待ち遠しいと思う季節。
ฤดูฝนในเดือนมิถุนายนเป็นอะไรที่ผมตั้งหน้าตั้งตารอเป็นอย่างมาก
僕は一人座る、雨のカフェテラス。
ผมนั่งอยู่ตัวคนเดียวบนระเบียงของคาเฟ่ที่มีฝนโปรยลงมา
人気の無いテーブル、
โต๊ะที่ผมนั่งอยู่ไม่ค่อยจะมีผู้คนรอบ ๆ
詩を書き、啜るカプチーノ。
เขียนบทกวีพลาง จิบคาปูชิโน่ไปพลาง
梅雨が明けるまではここが僕の特等席。
จนกว่าฤดูฝนจะผ่านไป ที่นั่งนี้จะยังคงพิเศษสำหรับผมเสมอ
雨風に吹かれて捨てた紙が転がる。
กระดาษที่ผมขยำทิ้ง กลิ้งไปกับสายลม
ぐしゃぐしゃに丸めた僕の詩が一つ転がる。
บทกวีที่ผมขยำทิ้งแผ่นหนึ่ง ตกลงไปที่พื้น
君はそれを拾ったままぼうと眺めている。
เธอหยิบมันขึ้นมา และจ้องไปที่กระดาษแผ่นนั้น
僕はその横顔を見て、何か思っている。
ผมมองใบหน้าของเธอจากข้าง ๆ และคิดอะไรสักอย่าง
美術館の見知らぬ絵画。
ภาพวาดที่ไม่คุ้นเคยในหอศิลป์
民家から漏れ出る薄明かりみたいなピアノの音色。
เสียงโน้ตของเปียโน ดังทะลุออกมาจากข้างในบ้านเสมือนแสงสว่างยามพลบค่ำ
路傍の花に覗く美しさ。
ความสวยงามที่เห็นได้จากดอกไม้ริมถนน
晴れた日に見る夕暮れ。
ดวงอาทิตย์ลับฟ้าในวันที่แจ่มใส
潮風と月明かり。
ลมโชยจากทะเล และแสงจันทร์
僕はそれになりたい。
ผมอยากเป็นสิ่งนั้น
真夏の雲になりたい。
ผมอยากเป็นปุยเมฆท่ามกลางฤดูร้อน
この指で書く詩にもその美しさを宿したい。
ผมอยากให้ความสวยงามเช่นนั้นสถิตอยู่ในบทกวีที่ผมเขียนขึ้นกับมือของตัวเอง
朝焼けになりたい。
ผมอยากเป็นดั่งสีของท้องฟ้ายามรุ่งสาง
それを映す鏡になりたい。
ผมอยากเป็นกระจกที่สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งพวกนั้น
言葉になりたい。
ผมอยากเป็นคำพูดพวกนั้น
雨の街を歩く。
เดินผ่านไปในเมืองยามฝนตก
何か一つ考えながら。
ขณะที่กำลังคิดถึงเรื่องเพียงเรื่องเดียว
カメラのフラッシュみたいに景色が切り替わっていく。
ทิวทัศน์เปลี่ยนไปรวดเร็วดั่งแฟลชของกล้องถ่ายรูป
景色が切り替わっていく。
ยังคงเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้น
今日は何を書こうか。そんなことを思う。
ผมคิดถึงว่าวันนี้จะเขียนอะไรลงไปอีกดี
鞄から溢れ落ちた紙屑を拾う。
ขณะที่ผมหยิบเศษกระดาษที่ล้นออกมาจากกระเป๋าของผม
顔を上げると、
หลังจากที่ผมได้เงยหน้าขึ้นมานั้น
僕は
ก็ได้พบว่า
雨の滴るカフェテラスにいる。
ตัวผมอยู่บนระเบียงของร้านคาเฟ่ ที่มีฝนกระหน่ำเข้ามา