川沿いの緑道を歩きながら、 私は鞄を忘れたことに気づく。
ในระหว่างที่เดินเลียบสวนใกล้แม่น้ำไปพลาง ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมกระเป๋ามา
日曜は町外れの緑道にあるベンチに座って、本を読むと決まっていた。
มันเป็นกิจวัตรของฉันที่ ฉันจะมานั่งอ่านหนังสือบนม้านั่งตรงทางเดินเลียบสวนแถบชานเมืองในวันอาทิตย์
彼と暮らしていた頃は、二人分のサンドイッチを用意して、ピクニックのような気分で出掛けるのがお決まりだった。
ในช่วงที่ยังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเขา สิ่งที่ทำจนเป็นเรื่องปกติคือการเตรียมแซนด์วิชสำหรับสองที่ แล้วออกเดินทางไปด้วยความรู้สึกราวกับจะไปปิกนิก
その習慣は長い間続いていて、あの木の下で風に吹かれながらゆったりと過ごす時間が好きだったのに。
ความเคยชินนั้นดำเนินต่อมาเป็นเวลานาน ทั้งที่ฉันชอบช่วงเวลาที่ได้ปล่อยใจสบาย ๆ ใต้ร่มไม้ต้นนั้นท่ามกลางสายลมพัดโชยแท้ ๆ
どうして忘れてしまったんだろう。 鞄を取りに、一度家に戻るべきだろうか。
ทำไมฉันถึงลืมมันไปได้นะ... ควรจะกลับบ้านไปเอากระเป๋าสักรอบดีไหมนะ
悩みながら歩みをを進めるうちに、 私は道の先に知った顔を見つける。
ในระหว่างที่ก้าวเดินต่อไปพลางกลุ้มใจไปพลาง ฉันก็มองเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยอยู่สุดปลายทางเดิน
彼はいつもと変わらない様子で ベンチに座っていた。
เขายังนั่งอยู่บนม้านั่งตัวนั้น ด้วยท่าทีที่ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม
そうして、集中した顔つきで本を読んでいた。 真上には赤い花が咲く百日紅があった。
และกำลังอ่านหนังสือด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูตั้งใจจดจ่อ เหนือศีรษะของเขามีต้นยี่เข่งที่ออกดอกสีแดงชาดเบ่งบานอยู่พอดี
「おはよう」
“อรุณสวัสดิ์”
私が話しかけると、彼は驚いたようにこちらを向いた。そうして、あの優しい目をした。 私が好きだった目。切長のまなじり。
พอฉันเข้าไปชวนคุย เขาหันมาทางฉันด้วยท่าทางประหลาดใจ และมองมาทางฉันด้วยดวงตาคู่นั้นที่แสนอ่อนโยน ดวงตาคู่นั้นที่ฉันเคยหลงรัก ดวงตาเรียวยาวที่มีหางตาคมสวย
「元気かい」
“สบายดีไหม?”
私が頷くと、彼は微笑んだ。
ฉันพยักหน้า เขายิ้มตอบ
差し出された彼の手を借りてベンチに座る。 少し照れくさい気持ちになりながら、私は話し始める。
ฉันจับมือที่เขายื่นมาให้เพื่อพยุงตัวแล้วนั่งลงบนม้านั่ง ในช่วงที่เคอะ ๆ เขิน ๆ เล็กน้อย ฉันก็เอ่ยปากชวนเขาคุย
天気の話、昨日あったことの話、 もうすぐ季節が変わりそうな予感がすること。
เรื่องสภาพอากาศ เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เรื่องฤดูกาลที่รู้สึกว่าอีกประเดี๋ยว มันจะเปลี่ยนผันในอีกไม่ช้านี้
夏の終わりの匂い。
กลิ่นของปลายฤดูร้อน
彼は黙ったまま私の話を聞いている。
เขานั่งฟังเรื่องราวของฉัน โดยที่ไม่เอ่ยปากอะไร
「綺麗だなあ」
“สวยจังเลยนะ”
落ちてきた赤色の花を見つめながら、思い出したように彼は言った。
เขาพูดขึ้นราวกับเพิ่งนึกอะไรออก ตอนที่มองดอกไม้สีแดงเข้มที่ร่วงลงมา
その横顔が何処か寂しそうで、私は思わず彼の足に手を置いた。
ใบหน้านั้นมองทอดออกไปที่ไหนสักที่ด้วยสายตาที่เงียบเหงา ฉันวางมือไว้บนขาของเขา โดยไม่ได้คิดอะไร
彼は何も言わず、そこに手を重ねた。 私はどきりとして、その顔を見上げる。
เขากุมมือของฉัน โดยที่ไม่ได้พูดอะไร ฉันตกใจ พลันเงยมองใบหน้าของเขา
「最近夢を見るんだ」
“ช่วงนี้ ผมฝันด้วยล่ะ”
彼は言った。 独り言を言うような調子だった。
เขาพูดขึ้น เป็นน้ำเสียงที่ราวกับพร่ำอยู่คนเดียว
私は相槌を打つ。
ฉันพยักหน้ารับ
「不思議な夢。夢の中で俺は動物だったり、 草や木だったり、人間だったりする」
“เป็นความฝันที่แปลกมาก ในความฝัน ผมกลายเป็นสัตว์บ้าง เป็นหญ้า เป็นต้นไม้ เป็นมนุษย์บ้าง”
ふうん。
อืม…
「どの自分でも、何かとても焦るような心地が止まらなくて、歩き回ったり、砂をかいたり、声を出したりする。木の時は枝の先の葉っぱをよがせたり」
“ไม่ว่าจะเป็นผมในร่างไหน ความรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูกก็ไม่เคยหยุดลงเลย จนต้องเดินพล่านไปทั่ว ตะกุยผืนทราย หรือเปล่งเสียงร้องออกมา ตอนที่เป็นต้นไม้ ผมก็ทำได้เพียงสั่งให้ใบไม้ที่ปลายกิ่งสั่นไหวระริก”
聴きながら、私は少し愉快になる。 彼は面白そうな顔で私を見る。
ระหว่างที่ฟังอยู่ ฉันก็รู้สึกเพลิดเพลินขึ้นมา เขามองมาที่ฉันด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
「本当にそうしてるんだ。思うように動かない枝の先を何とか動かして、風が来るのを待つ。そういう時、決まって心がざわめく。 葉が風に揺れるみたいに。 ただ、何かをしないといけない気がする。 何がしたい?たぶん、表したいんだ。 声で、身体で、葉っぱで、指で。溢れそうになる。 そうしなければ収まらないほど、暴力的な衝動がある」
“ผมทำแบบนั้นจริง ๆ นะ ผมทำให้กิ่งไม้ที่ขยับดั่งใจนึกไม่ได้ขยับ แล้วก็รอให้ลมพัดมาในตอนนั้น หัวใจของผมเต้นตลอดเวลาเลย หัวใจเต้นเหมือนใบไม้จะปลิวไปตามลม เพียงแต่ ผมรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง อยากทำอะไรงั้นเหรอ? ผมน่าจะ อยากแสดงตัวตนของตัวเอง ผ่านสุ้มเสียง ร่างกาย ใบไม้ และเรียวนิ้ว… จนแทบจะเอ่อล้นออกมา มันเป็นความพลุ่งพล่านอันรุนแรงมหาศาล ที่หากไม่ทำเช่นนั้นก็คงไม่มีวันสงบลงได้”
彼は私を見る。「夢はそのまま続く。 そうして最後に」彼は言い淀んだ。
เขามองมาที่ฉัน และพูดว่า “แล้วความฝันก็ดำเนินไปเรื่อย ๆ ทั้งแบบนั้น พอดำเนินไปเรื่อย ๆ สุดท้าย…” เขาหยุดพูดกลางคัน
何だろう。私は続きを待つ。
เขาจะพูดอะไรต่อกันนะ ฉันรอ
少しの沈黙があった。
มีช่องว่างสนทนาเล็ก ๆ เกิดขึ้น
「別の生き物になる」 木々の騒めきが聞こえた。 夏の終わりの匂いがする。 「今とは違う体で、何処か懐かしい場所にいる。 赤い花が咲いている木の下にいる。 あれは何の花だろうと思って、手を伸ばそうとしたとき自分がもう人間じゃないことに気づく。そこで終わる夢」
“ผมกลายเป็นสิ่งมีชีวิตอื่น” ฉันได้ยินเสียงกระทบของต้นไม้ ได้กลิ่นของฤดูร้อนที่ใกล้จะจบลง “ผมอยู่ในที่ที่หนึ่ง ที่รู้สึกโหยหา ด้วยร่างกายที่แตกต่างจากตอนนี้ อยู่ใต้ต้นไม้ที่ดอกไม้สีชาดเข้มบานอยู่ ผมคิดกับตัวเองว่า มันคือดอกอะไรกันนะ แล้วตอนที่เอื้อมมือออกไป แล้วผมก็รู้ตัวว่า ตัวเองไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้วนี่นา จบแล้วล่ะ”
「他人事じゃないような気がするんだ。 当たり前か。自分が動物になる夢なんだから。
“รู้สึกราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องของคนอื่นเลย แน่นอนอยู่แล้วสิ ก็มันเป็นฝันที่ตัวเองกลายเป็นสัตว์นี่นา
でも、そうじゃない。
แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย
動物としての体は今のそれと同じように 何処までも肉体的で、その生き物そのものになったような気がして。
ร่างกายของสัตว์น่ะ มันรู้สึกเหมือน รู้สึกเหมือนได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตนั้นไปโดยสมบูรณ์ ไม่ต่างจากร่างที่อยู่ตรงหน้าในตอนนี้เลย
自分では気づけないだろうな。 切っ掛けが無ければわからないくらいに、 いつでも、魂があるような心地がする
ตัวผมเองคงไม่มีทางรู้ตัวหรอก ขนาดว่าถ้าไม่มีแรงผลักดันล่ะก็ คงไม่มีวันเข้าใจ ไม่ว่าเมื่อไหร่ ก็รู้สึกราวกับมีดวงวิญญาณสถิตอยู่
鏡に映った姿を見て初めて 自分の形を意識するみたいに、
เช่นเดียวกับที่ผมมองร่างกายตัวเองที่สะท้อนกับกระจก แล้วจึงรับรู้ถึงรูปร่างของตัวเอง
動物になった俺は、 それでも本当の自分だという感じがして」
ตัวผมที่เป็นสัตว์แล้ว ก็ยังรู้สึกว่านี่คือตัวผมจริง ๆ อยู่”
「これって、あれかもしれないよな。 よく物語で見るような」
“นี่อาจจะเป็น สิ่งนั้นก็ได้ ที่ชอบเห็นอยู่ในเรื่องเล่าตำนานน่ะ”
独り言を言うみたいに、彼は話し続ける。
เขาเล่าเรื่องราวต่อ ราวกับพูดอยู่คนเดียว
胸が騒めく。彼が何を言おうとしているか、私にはわかる気がする。
หัวใจฉันกำลังเต้น ฉันรู้สึกเหมือนฉันเข้าใจสิ่งที่เขาพยายามจะพูด
赤い花がまだらに咲いた木の隙間から、 太陽が見える。彼は囁くように呟く。
ฉันมองเห็นดวงอาทิตย์จากช่องระหว่างต้นไม้ ที่มีดอกไม้สีแดงฉานเข้มบานกระจัดกระจายเขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
そう、言うなれば、あれだ。
ใช่แล้ว ถ้าจะให้พูดละก็ เรียกว่าอันนั้นล่ะ
前世。
ชาติก่อน
不思議な心地がした。 目眩のような浮遊感。 木々の騒めきが消える。 風が止むみたいに。 木漏れ日が波のように揺らめいている。 遠くからうなるようなバスの音。 落ち着かない感覚がする。 彼は本を置いて、私を見る。
ฉันรับรู้ถึงความรู้สึกพิศวง รู้สึกตัวลอยราวกับโลกทั้งใบกำลังหมุน เสียงเสียดสีของต้นไม้หายไป ราวกับลมหยุดพัด แสงแดดที่ลอดผ่านต้นไม้สั่นไหวราวกับคลื่น เสียงของรถบัสที่ดังกระหึ่มจากที่ไกล ๆ ฉันรู้สึกกระสับกระส่าย วุ่นวาย เขาวางหนังสือลง แล้วก็มองฉัน
前世。
ชาติก่อน
おかしな響き。
เสียงสะท้อนที่แสนประหลาด
前世。
ชาติก่อน
前世。
ชาติก่อน